วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์


โรคเบาหวานภัยหลายสำหรับหลายคน ซึ่งเมื่อได้เป็นแล้วคุณเองก็ต้องใช้เวลในการรักษาเป็นเวลานาน หรือบางคนอาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้
โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์
สำหรับใครหลายคนที่ชอบทานหวานแต่กลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคเบาหวานตามมา ลองกินผลไม้ดีๆ อย่าง บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล และลูกแพร์ ดูสิ!
ซึ่งนักวิจัยนาม An Pan จาก Harvard School of Public Health เปิดเผยใน American Journal of Clinical Nutrition ว่า คนที่กินผลไม้เหล่านี้ใน ปริมาณมาก จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานประเภทสองน้อยลง โดยคนกินบลูเบอร์รี่จะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 23 เช่นเดียวกับคนที่กินแอปเปิ้ลสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ผล นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วย “ฟลาวานอยด์” ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสเป็นโรคหัวใจและมะเร็งอีกด้วย
เห็นข้อดีของผลไม้ทั้ง 3 ชนิดแล้ว ก็อย่ามั่วรอช้าน่ะค่ะ รีบหันมาทานผลไม้ดังหล่าวกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณน่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : Lisa

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

รวมสารพันโรคผู้สูงวัย

วัน ที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยหรือวันมหาสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันคือ “วันผู้สูงอายุ” ด้วย ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ซึ่งในวัยนี้จะต้องระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะยิ่งอายุเยอะก็มักจะเจอปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะไปตามอายุด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพจะขอรวบรวมสารพันโรคที่ผู้สูงอายุควรระวังมาฝากกัน สำหรับโรคที่มักจะพบในวัยนี้ ได้แก่
1.โรคข้อเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ในผู้สูงอายุ โดยข้อที่พบอาการเสื่อมได้มาก คือข้อที่รับน้ำหนักตัว เช่น ข้อเข่า เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นมักมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วย และเริ่มมีโครงสร้างภายในข้อไม่เป็นปกติ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติภายในข้อ อันประกอบด้วย ผิวของข้อเข่า ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวข้อ มีอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน กระดูกรอบข้อเกิดการปรับตัว โดยสร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง กระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง
อาการผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็น โรคข้อเข่า เสื่อมในระยะแรก ประกอบด้วย อาการปวดอาจร่วมกับการมีข้อเข่าบวม อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นของข้อ ในขณะเหยียดและงอข้อเข่าจะมีอาการปวด และหรือขัดในข้อมากขึ้น และมีเสียงลั่นในข้อ ซึ่งอธิบายจากการที่ผิวกระดูกภายในข้อเริ่มไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น
อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียด หรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หรือข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อาการผิดปกติเหล่านี้เป็นมากขึ้นได้โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมาพบ แพทย์ก็มักจะมาเมื่ออาการต่างๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่ง อาการหลักๆ ก็คือ อาการปวด ขัด บวม ของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่าเช่นจากนั่งเป็นยืน เมื่อเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีอาการของโรคซึ่งจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค ถ้าหากว่าอาการที่เกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแต่เนิ่นๆ ก็สามารถชะลอการเสื่อมของข้อเข่านั้นๆ ได้
วิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชะลอ การเสื่อม ของข้อเข่านั้น ประกอบด้วยวิธีหลักๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามากๆ เช่น นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลายๆ ชั้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน  หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา ทานยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นหรือทานเป็นครั้งคราว ใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ
2.โรคกระดูกพรุน เป็นอีกโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนเกิดจากการลดลงของปริมาณกระดูกในร่างกายร่วมกับมีการเปลี่ยน แปลงโครงสร้างภายในของกระดูก เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกโดยรวมลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนยังพบได้ในภาวะผู้ป่วยที่ได้ รับการตัดรังไข่ 2 ข้าง ผู้ป่วยที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดเช่นสารสเตียรอยด์หรือยากันชักบางชนิดและการ สูบบุหรี่ก็อีกเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น โดย ทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะมีอาการแสดงซึ่งได้แก่กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคกระดูกพรุนได้แก่บริเวณข้อสะโพก,ข้อมือหรือกระดูก สันหลังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ นอกจากนี้ อาการหลังโกง หรือตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 เซนติเมตรนั้นอาจเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่มีการยุบตัวลงของกระดูก สันหลังจึงเป็นภัยเงียบเพราะคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว
โรคกระดูกพรุนวินิจฉัยได้จากการตรวจค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วย เครื่องมือ DEXA นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติอื่นๆ เช่น การขาดวิตามินดี และสามารถตรวจประเมินอัตราการสร้างและสลายของกระดูกได้ การตรวจเพิ่มเติมนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและติดตามผลการ รักษาอย่างเหมาะสมต่อไป สำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดอัตราการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก ทั้งนี้การให้ยา แพทย์จำเป็นต้องตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนควรมาตรวจภาวะกระดูก พรุน ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเสริมการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว นม และงาดำ โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม วันละ 1200 มิลลิกรัม ควบคู่กับวิตามินดี 800 ไอยู นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นการลงน้ำหนักที่ข้อ เช่นการยกน้ำหนักและการเดิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และควรมีการออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี
3.โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาและควบคุมตลอดชีวิต มากกว่าร้อยละ 90 ของโรตความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนโดยปัจจัยเสี่ยงที่ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้แก่ การมีความเครียดสูง บริโภคอาหารรสเค็มหรือเกลือโซเดียมมาก ในผู้สูงอายุ มีการผนังหลอดเลือดแดงมีการแข็งตัวขึ้นและเสียความยืดหยุ่นอาจจะมีผลให้ความ ดันโลหิตในหลอดเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยวัดขณะนั่งพัก 5-10 นาทีที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และได้ค่าสูงตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
โรคความดันโลหิตสูงระยะแรกส่วน ใหญ่ไม่มี อาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการและที่พบได้บ่อย คือ ปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ ปวดศีรษะ สำหรับผู้ที่มีความดันสูงรุนแรงอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือเท้าชา ตามัว อัมพาต หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นต้น โรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆ ก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจล้มเหลว, การทำงานของไตเสื่อมลง ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายของการรักษาความดันโลหิตสูง คือการควบคุมให้ต่ำกว่า 140 / 90 มม.ปรอท และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือไตเรื้อรัง ควรคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท
แนวทางการรักษา มีดังนี้ เปลี่ยนพฤติกรรมสู่การสร้างสุขภาพที่ดี เพื่อลดความดันและปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีความดันสูงเพียงเล็กน้อยความดันจะลดเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ยา ได้แก่ เลิกบุหรี่และเหล้า ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็มจัด) เพิ่มรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลาและดื่มนมไขมันต่ำ ลดน้ำหนักส่วนเกิน และรู้จักคลายเครียด สำหรับผู้ที่ความดันยังคงสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หลังจากปรับพฤติกรรมแล้วควรปรึกษาแพทย์ให้ยาลดความดันโลหิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ผลดีในการรักษาและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ เช่น ขับเกลือและน้ำออกทางปัสสาวะ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด เป็นต้น ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องติดตามการรักษา เพื่อประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะและเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น

4.โรคมะเร็ง ซึ่งโรคมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่พบมากขึ้นตามอายุ โรคมะเร็งเกิดจากการที่โรคที่เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีการเปลี่ยน แปลงแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว โดยอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่างๆ โรคมะเร็งจะไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ามีประวัติครอบครัว ก็อาจจะมีโอกาสโรคสูงกว่าคนทั่วไป สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งมีสาเหตุส่งเสริมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหารแลและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับแข็งซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตับตามมา โรคมะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะ เริ่มต้นทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดจึงมีความสำคัญ ใน ผู้สูงอายุหลังอายุ 50 ปีขึ้นไปควรมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ โดยการตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ และในผู้หญิงควรมีการตรวจแมมโมแกรมเต้านมซึ่งเป็นการตรวจด้วยรังสีเอกซเรย์ (X-Rays) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อค้นหาความผิดปกติที่เต้านม สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กเกินกว่าแพทย์จะคลำได้ โดยปกติควรมีการตรวจทุก 1-2 ปี
5.โรคต้อกระจก เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาหรือแก้วตา ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี สำหรับอาการของต้อกระจกส่วนใหญ่ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวจากบริเวณส่วนกลาง ในที่มีแสงน้อย เมื่อม่านตาขยาย แสงสามารถผ่านเข้ามาทางส่วนอื่นของเลนส์แก้วตาได้ อาการของโรคต้อกระจกจะมีสายตาค่อย ๆ มัวลงเหมือมีฝ้าหรือหมอกบัง เห็นภาพซ้อน บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อยๆ จนกระทั่งแว่นตาก็ไม่สามารถช่วยได้ หรือเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สีจางลงหรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน สาเหตุ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะขุ่นเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การมองเห็นลดลง นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ต้อหิน หรือมีการอักเสบภายในลูกตา ทำให้มีตาแดงและปวดตาอย่างมากต้องรีบลอกต้อกระจกออกทันที ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าวอาจทำให้เกิดตาบอดได้ การที่ต้อกระจกกลายเป็นต้อหินเพราะต้อกระจกพองตัวไปกดในทางระบายน้ำของลูกตา หรือต้อกระจกละลายตัวแล้วเกิดการอักเสบในลูกตา
ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือ การลอกหรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออกโดยจักษุแพทย์ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก โดยใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง หลังจากผ่าเอาต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต
6.โรคสมองเสื่อม ตามข้อมูลทางสถิติ พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซ็นต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20  เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปีขึ้นไปจะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมอง เสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลง จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ ความคิด อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมาก ใน ผู้สูงอายุ สาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบได้ประมาณ 20% โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ โดยพบราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้ว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม การติดเชื้อ สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน โดยปรกติแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจาก ประวัติ ระยะเวลาเป็นโรค อาการ อาการแสดง ประวัติครอบครัว การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด การเอกเรย์ การตรวจคลื่นสมอง การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมองและบางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดย การผ่าตัดพิสูจน์ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่พบว่ามียาชนิดใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นที่การรักษาตามตามอาการแบบประคับประคอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้ ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ บางครั้งก็จำ เป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์
วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองสำหรับผู้สูงอายุ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง
บทความโดย
แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ

น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?

ใน ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทั่วทุกมุมโลก องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ในปี 2573 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 11.4 ล้านคน

และ ในจำนวนนี้เกิดในประเทศกำลังพัฒนาถึง 8.9 ล้านคน สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูง ขึ้นเรื่อยๆ
โดย อัตราการเกิดมะเร็ง ที่พบมากในผู้ชาย 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนที่พบมากในผู้หญิง 5 อันดับได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่
จาก ผลการศึกษา มีงานวิจัยหลายฉบับรองรับว่า เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์  มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้จิตสงบ  เป็นยาระบายอ่อน ๆ  และสาร กลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนสปอร์ อีกทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี  ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง การใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยจึงมีอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเน้นไปที่การส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก
นอก จากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด  มะเร็งลำไส้ใหญ่  และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม  มีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยในการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงได้มีการนำผลิตภัณฑ์สกัดจากเห็ดหลินจือเข้ามาใช้ในการรักษาร่วมในรูปแบบ ต่างๆ อย่างยี่ซิน ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดเข็มข้น 90.8% เป็นเครื่องดื่มที่สกัดจากเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีน้ำตาลแดง (Ganodema Lucidum) คัดเลือกเห็ดหลินจืดที่มีคุณภาพดีจากประเทศจีน ผ่านขบวนการสกัดเข้มข้น และฆ่าเชื้อด้วยระบบสเตอริไรซ์ ไม่มีการแต่งเติมกลิ่น สี และวัตถุกันเสีย จึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพ และความปลอดภัย ว่าเป็นเครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดที่คงคุณค่าสมุนไพรธรรมชาติ มีกลิ่นหอม และรสชาติที่กลมกล่อม ดื่มง่าย เพื่อสร้างความสะดวก สบายให้แก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น

กินอย่างไร..เพื่อหลีกเลี่ยงหัวใจอ่อนกำลัง


ภาวะ หัวใจอ่อนกำลัง หรือที่เคยเรียกกันว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะหัวใจอ่อนกำลัง มักมีความดันโลหิตสูงมานาน และควบคุมได้ไม่ค่อยดี
จริงๆ แล้วการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงนอกเหนือจากการใช้ยา การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมควบคู่กับการควบคุมน้ำหนักก็ช่วยควบคุม ความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน
อาหารเค็มจัด เป็น อาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง เพราะ ทำให้น้ำขังในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และการตามมาของภาวะหัวใจอ่อนกำลัง จนถึงหัวใจล้มเหลวในที่สุดได้ อาหารเค็มจัดที่ว่าก็คือ อาหารแปรรูปทั้งหลาย เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ผักกาดดอง เกี้ยมฉ่าย เต้าหู้ยี้ ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง อาหารทั้งหลายเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการที่ทำให้เก็บไว้ได้นานๆ โดยทำให้มีความเข้มข้นของเกลือ หรือน้ำตาลสูง ดังนั้นวิธีการปฏิบัติตัวขั้นแรกคือ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปทุกชนิด ก็จะช่วยลดความเค็มหรือโซเดียม จากอาหารได้
คำแนะนำในการบริโภคอาหาร
  1. การปรุงแต่งรสชาติอาหารควรใช้สารปรุง แต่งรส เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ้ว ในปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรส (monosodium glutamate) เนื่อง จากสารปรุงรสเหล่านี้มีสารประกอบของโซเดียมซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง อาจทำให้มีการสะสมน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ หัวใจและไตทำงานหนักมากขึ้น
  2. ปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้กินในแต่ละวัน (Thai RDI) ไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม
อาหาร
หนึ่งหน่วย
บริโภค
โซเดียม
น้ำปลา
1 ช้อนโต๊ะ
1.160-1,490
ซีอิ้วขาว
1 ช้อนโต๊ะ
960-1,460
ซอสหอยนางรม
1 ช้อนโต๊ะ
420-490
กะปิ
1 ช้อนโต๊ะ
1,430-1,490
เกลือ
1 ช้อนโต๊ะ
2,000
ผงชูรส
1 ช้อนโต๊ะ
492
น้ำพริกเผา
1 ช้อนโต๊ะ
410
น้ำพริกตาแดง
1 ช้อนโต๊ะ
560
  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัดหรือมี ปริมาณโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูปต่างๆ ไส้กรอก กุนเชียง แฮม หมูแผ่น หมูหยอง ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ปาท่องโก๋ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรืออาหารที่ใช้น้ำมันปริมาณมาก โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ เป็นต้น
  3. จำกัดน้ำมันในการประกอบอาหาร และควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
  4. รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำ
  5. ดื่มนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ เป็นประจำทุกวัน พบว่า แคลเซี่ยมจากนมจะช่วยในการควบคุมความดันโลหิตได้
นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้บริโภคธัญพืชและผลิตภัณฑ์ เนื้อปลา เนื้อไก่ และถั่วต่างๆ ซึ่ง ลักษณะของอาหารนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ แมกนีเซียม โปแตสเซียม แคลเซียม แลใยอาหาร ก็จะทำให้สุขภาพดี ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจได้
มี คนไข้ท่านหนึ่งหลังจากทำการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เล่าว่า (เคยคิดว่า) เต้าหู้ยี้เป็นอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอลเพราะทำจากถั่วเหลือง แล้วคิดว่าไม่เค็มเท่าไหร่ เพราะกินกับข้าวต้ม ในความเป็นจริง กับข้าวที่กินกับข้าวต้มมักจะเค็มกว่าปกติ แต่หลังจากกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เนื่องจากหัวใจอ่อนกำลังจนล้มเหลว ต้องมาใส่ท่อช่วยหายใจหลายคืน เหตุเกิดเพราะอาหารที่กินประจำวัน คือ ข้าวต้มกับเต้าหู้ยี้ และผักกาดดองต่างๆ ก็เลยต้องกลับมาคิดให้ดีอีกรอบว่า เต้าหู้ยี้..ถึงแม้ว่าไขมันต่ำและไม่มีคอเลสเตอรอล แต่เค็มจริงๆ
ที่ น่าตกใจมากกว่า ก็คือ พอทราบว่าอาหารอะไรที่เค็มจัดและควรหลีกเลี่ยงแล้ว ผู้ป่วยก็มาบอกว่าตัวเองก็มีปัญหาหัวใจอ่อนกำลังเช่นกัน เนื่องจากอาหารที่เค็มจัดที่ว่ามา เป็นอาหารจานโปรดที่รับประทานเป็นประจำ พอหมอบอกให้หลีกเลี่ยงก็เลยคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี..ว่าแล้วก็หัวใจอ่อน กำลังลงไปทันที

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคบาดทะยักคืออะไร


โรคบาดทะยักคืออะไร
โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อที่อยู่ในดิน ชื่อ clostridium tetani เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะสารสารพิษหรือ toxin ที่เรียกว่า tetanospasmin สารพิษดังกล่าวจะจับกับเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา
เชื้อนี้มักจะเข้าทางบาดแผล แผลอาจจะเล็กมากจนไม่สัเกต แผลที่ลึก แผลที่มีเนื้อตายมากจะเกิดการติดเชื้อบาดทะยักได้ง่าย นอกจากนี้เชื้อนี้อาจจะเกิดจากการทำแท้ง ฉีดยาเสพติด แผลไฟไหม้ แผลจากแมลงกัด
หลังจากรับเชื้อกี่วันจึงเกิดอาการ
ผู้ป่วยจะเกิดอาการของบาดทะยักหลังจากได้รับเชื้อหรือเกิดแผลแล้ว 2 วันถึง 2 เดือน โดยเฉลี่ยประมาณ 14 วัน
อาการของโรคบาดทะยัก
โรคบาดทะยักมักจะเกิดกับกล้ามเนื้อลายและเส้นประสาท ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่เราสั่งได้ ผู้ป่วยจะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบแผล หลังจากนั้น1-7 วันจะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะมีการเกร็งของกล้ามเนื้อกรามทำให้อ้าปากไม่ได้ กลืนน้ำลายลำบาก คอและหลังมีการเกร็งทำให้นอนแอ่นหลัง มีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจไม่ทำงานเกิดภาวะหายใจลำบาก และอาจจะเสียชีวิตจากภาวะหายใจวายวิตจากหายใจวาย

10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง

10 วิธีถนอมกระดูกสันหลัง

     1. การนั่งไขว่ห้าง  จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งเป็นผลให้กระดูกคด
     2. การนั่งกอดอก  ทำ ให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้าทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้ามีผลต่อเส้น ประสาทที่ไปเลี้ยงแขนอาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้
     3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม  เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างเกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา
     4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น  ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักเพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ
     5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว  การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย
     6. การยืนแอ่นพุง หรือหลังค่อม  ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง
     7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง  จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง
     8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว  ไม่ ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋าโดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอดเพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้
     9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อยๆ  จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ
     10. การนอนขดตัวหรือนอนตัวเอียง  ท่า นอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคงให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

กินหวานทำให้ลิ้นรับรสเสื่อม มาเบา(รส)หวานเพื่อ สุขภาพ


 คุณรู้ไหมค่ะว่าแต่ละวันนั้น คุณรับประทานน้ำตาลไปกี่ไปเท่าไรแล้ว คุณผู้หญิงที่ชอบของหวาน คงต้องหัดมาลดความหวานลงกันได้แล้วค่ะ

เชื่อ ไหมค่ะว่า คนไทยติดต้ำตาลเป็นอันดับต้นๆเลยล่ะคะ  เชื่อไหมค่ะว่า มีการเก็บสถิติพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนทั่วไปบนโลกใบนี้ รับประทานน้ำตาลกัน 11 ช้อนชาโดยประมาณ แต่เชื่อไหมคะ ว่าคนหวานละมุนอย่างชาวไทยเรา รับประทานน้ำตาลกันถึง 16 ช้อนชาต่อวันเลยทีเดียวซึ่งจริงๆแล้ว
และ เชื่อได้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบรับประทานหวานมากกว่าผู้ชาย สาวๆรู้กันไหมค่ะว่า นอกจากความหวานจะทำให้คุณเสียสุขภาพแล้ว มันทำให้หุ่นของคุณผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปในทางอ้วนกันเลยทีเดียวค่ะ ผิวพรรณก็เหี่ยวแก่ไปอีก เห็นไหมหวานมันทำลายสุขภาพ และ สุขภาพผิวพรรณผู้หญิงอย่างเราๆกันเลยค่ะ ลองปรับเปลี่ยนการรับประทานเพื่อให้การมีกริยาอ่อนหวานนั้นเป็นสิ่งดี เพราะน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดของเรา จะเข้าไปทำปฏิกริยากับโครงสร้างที่เป็นโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นปฏิกริยาไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้โครงสร้างนั้นๆเสียไป หนึ่งในโครง สร้างที่ถูกทำลายจากไกลเคชั่น คือ คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา เมื่อคอลลาเจนถูกทำลาย ผลลัพธ์ ที่ได้ก็คือผิวที่เหี่ยวหย่อนยานนั่นเอง เห็นไหมค่ะคุณผู้หญิง ผิวก็จะเหี่ยว น้ำตาลช้องหนึ่ง ทำให้คุณผู้หญิงแก่ไปกี่ปีล่ะ
ยิ่ง ไปกว่านั้น น้ำตาลยังเข้าไปกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินให้ออกมามาก เชื่อกันว่าระดับฮอร์โมนอินซูลินที่สูง จะทำให้ไขมันสะสมในร่างกายมาก (พูดง่ายๆว่า อ้วน!!) และยังอาจสัมพันธ์กับโรคมะเร็งหลากหลายชนิดอีกด้วย
เห็น ไหมค่ะว่า ความหวานนั้นทำลายสุขภาพ ผิวพรรณสำหรับคุณผู้หญิงอย่างไร เริ่มตั้งแต่วันนี้ค่ะ รับประทานหวานให้น้อยลง ให้ลิ้นของคุณได้ซึมซับรสอาหารที่แท้จริงมากขึ้น แล้วสุขภาพกายและสุขภาพผิวของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน กับเทคนิคง่ายเริ่มตัวด้วยการปรับความคิดของคุณเอง เริ่มจาก
  • ซื้อเค้ก : ไม่ได้ห้ามกิน แต่คิดก่อนกิน คือเลือกรสที่หวานน้อย และพยายามรับประทานไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ซื้อกาแฟ : ใครที่ติดกาแฟ ขาดไม่ได้ ขอลดน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงได้ คนขายไม่ว่าคุณหรอก
  • ซื้อไอศครีม :  หวาน เย็น อดไม่ได้ใช่ไหม ลองเลือกรับประทานแบบปราศจากน้ำตาล หรือ Sugar-Free
  • ปรุงก๋วยเตี๋ยว : ลองเปลี่ยนจากการเชื่อมก๋วยเตี๋ยว ลดปริมาณน้ำตาล และ เติมเปรี้ยวอีกนิด เผ็ดอีกหน่อย ก็แซ่บอร่อยเอง
  • อยากดื่มน้ำอัดลม :  เลือกเป็นแบบปราศจากน้ำตาล หรือ หันมาดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่แต่งรส ได้ทั้งความสดชื่น ทั้งสุขภาพ

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | cheap international calls